
ผู้ใช้งาน Android หลายคนอาจสังเกตเห็นว่าเมื่อใช้งานไปสักระยะจะพบว่าตัวเครื่องเริ่มทำงานช้า อืด หรืออาจค้างบ้าง ต่างจากตอนซื้อมาใหม่ ๆ วันนี้จะพามาดูวิธีเพิ่มความเร็วให้กับมือถือ Android ที่สามารถทำเองได้ง่าย ๆ ไม่กี่คลิก

1. ลบแอพพลิเคชั่นที่ไม่ได้ใช้ออกจากเครื่อง
หลายครั้งที่เรามักจะดาวน์โหลดและติดตั้งแอพพลิเคชั่นไว้บนตัวเครื่องเยอะแยะมากมาย แต่จริง ๆ กลับใช้งานเพียงไม่กี่แอพฯเท่านั้น ซึ่งหากมีแอพฯอยู่บนเครื่องมากเท่าไหร่ ก็จะกินพื้นที่จัดเก็บตัวเครื่องมากเท่านั้น และส่งผลต่อการทำงานของเครื่องอีกด้วย ดังนั้นหากไม่ได้ใช้งานก็ควรลบออกจากเครื่องไปเลย

2. ลบไฟล์ในเครื่องที่ไม่จำเป็น
เมื่อใช้งานมือถือไปได้สักระยะก็จะมีไฟล์ที่เคยเก็บไว้ในเครื่องเยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะรูปภาพที่ถ่ายจากกล้องถ่ายรูปของมือถือเอง และไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาจากแหล่งต่าง ๆ ด้วย ซึ่งไฟล์เหล่านี้เองที่กินพื้นที่ตัวเครื่อง ทำให้พื้นที่จัดเก็บตัวเครื่องลดลงโดยไม่จำเป็น และส่งผลต่อการทำงานของตัวเครื่องเช่นเดียวกัน ดังนั้นหากไม่ได้ใช้งานแล้วก็ควรลบออกจากเครื่อง หรือถ่ายโอนไปเก็บไว้บนที่จัดเก็บภายนอกก็ได้

3. เคลียร์แคช
รู้หรือไม่ว่าแอพพลิเคชั่นที่เราใช้งานอยู่นั้นจะมีการเก็บไฟล์แคชเอาไว้ในตัวเครื่อง เพื่อให้การเรียกใช้งานแอพพลิเคชั่นในครั้งต่อไปทำงานได้เร็วขึ้น แต่เมื่อผ่านไปนาน ๆ ก็จะมีปริมาณขนาดไฟล์ที่เพิ่มขึ้นจนบางครั้งขนาดใหญ่เป็น GB ดังนั้นควรจะเคลียร์แคชเหล่านี้ออกไปบ้าง
เข้าไปดูขนาดไฟล์แคชได้ที่เมนูการตั้งค่า >> ที่จัดเก็บ >> แตะที่ข้อมูลแคชเพื่อทำการเคลียร์แคช

4. เลือก microSD card ให้เหมาะกับรุ่นมือถือ
microSD card เป็นหน่วยความจำแบบแฟลซสำหรับเพิ่มพื่นที่จัดเก็บให้กับมือถือ แต่หากเลือกใช้รุ่นที่ไม่เหมาะกับมือถือก็จะส่งผลต่อการทำงานได้ ทั้งขนาดความจุ และความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูลที่แตกต่างกันนี้เองที่สำคัญในการเลือกใช้
มือถือในปัจจุบันจะรองรับ microSD card อย่างน้อยก็ได้ 32GB และสูงสุด 2TB ซึ่งในรายละเอียดข้างกล่องมือถือจะมีบอกไว้อยู่แล้วว่ารองรับได้สูงสุดเท่าไหร่ แล้วเราสามารถใส่ขนาดความจุมากกว่าที่บอกไว้ได้หรือไม่ คำตอบคือได้ แต่อาจส่งผลต่อการทำงานของมือถือ

หากเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในปัจจุบันก็สามารถใช้ Class 10 ได้แล้ว ด้วยขนาดกล้องที่มีความละเอียดสูงขึ้น จึงเหมาะกับการเก็บภาพ รวมถึงไฟล์วิดีโอที่มีความละเอียดสูง ซึ่ง Class ที่สูงขึ้นก็ย่อมมีราคาที่แพงขึ้นด้วยตามลำดับ
นอกจากนี้แล้วยังมี Class 10 และมีเลข 1 หรือเลข 3 ในตัว U ด้วยเรียกว่า UHS-1 หรือ UHS-3 โดยย่อมาจาก Ultra-High Speed Bus มีอัตราความเร็วอ่านเขียนข้อมูลสูงมาก โดย UHS-1 มีความเร็วสูงถึง104MB/s และ 300MB/s ซึ่งเร็วเร็วกว่า Class 10 ธรรมดา เหมาะกับการจัดเก็บไฟล์มีเดียที่มีคุณภาพสูงโดยเฉพาะมือถือเรือธงลำใหม่ที่ต้องการบันทึกวิดีโอ 2K หรือ 4K

5. หากทำงานช้าจนทนไม่ไหวแล้ว รีเซ็ตคืนค่าโรงงาน
หากเครื่องมือถือเกิดทำงานช้าจนทนไม่ไหว เริ่มไม่ตอบสนอง หรือทำงานผิดปกติไปจากเดิม และลองแก้ปัญหาด้วยวิธีต่าง ๆ แล้วก็ยังไม่หาย วิธีสุดท้ายที่จะแก้ปัญหาคือทำการรีเซ็ตเป็นค่าจากโรงงาน (Factory reset) โดยวิธีการนี้ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android ทุกรุ่น แต่อาจแตกต่างกันไปบ้างตามเมนูของแต่ละรุ่น
ก่อนการทำ Factory reset อย่าลืมสำรองข้อมูลไว้ด้วยนะครับ เพราะข้อมูลบนเครื่องจะหายหมด เหมือนเครื่องที่เพิ่งซื้อมาใหม่ !!!
ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก : iPhoneDroid
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><img src="//www.jib.co.th/jib_content/images/content/how-to-speed-up-android-phone.jpg" border="" alt="" title="" hspace="" vspace="" width="600" height="400" align="" /></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ผู้ใช้งาน Android หลายคนอาจสังเกตเห็นว่าเมื่อใช้งานไปสักระยะจะพบว่าตัวเครื่องเริ่มทำงานช้า อืด หรืออาจค้างบ้าง ต่างจากตอนซื้อมาใหม่ ๆ วันนี้จะพามาดูวิธีเพิ่มความเร็วให้กับมือถือ Android ที่สามารถทำเองได้ง่าย ๆ ไม่กี่คลิก</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><img src="//www.jib.co.th/jib_content/images/content/Speed-Up-Android-Phone-03.png" border="" alt="" title="" hspace="" vspace="" width="400" height="830" align="" /></span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><strong>1. ลบแอพพลิเคชั่นที่ไม่ได้ใช้ออกจากเครื่อง</strong></span><br /><span style="font-size: medium;">หลายครั้งที่เรามักจะดาวน์โหลดและติดตั้งแอพพลิเคชั่นไว้บนตัวเครื่องเยอะแยะมากมาย แต่จริง ๆ กลับใช้งานเพียงไม่กี่แอพฯเท่านั้น ซึ่งหากมีแอพฯอยู่บนเครื่องมากเท่าไหร่ ก็จะกินพื้นที่จัดเก็บตัวเครื่องมากเท่านั้น และส่งผลต่อการทำงานของเครื่องอีกด้วย ดังนั้นหากไม่ได้ใช้งานก็ควรลบออกจากเครื่องไปเลย</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><img src="//www.jib.co.th/jib_content/images/content/Speed-Up-Android-Phone-04.png" border="" alt="" title="" hspace="" vspace="" width="400" height="830" align=""></span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><strong>2. ลบไฟล์ในเครื่องที่ไม่จำเป็น</strong></span><br /><span style="font-size: medium;">เมื่อใช้งานมือถือไปได้สักระยะก็จะมีไฟล์ที่เคยเก็บไว้ในเครื่องเยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะรูปภาพที่ถ่ายจากกล้องถ่ายรูปของมือถือเอง และไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาจากแหล่งต่าง ๆ ด้วย ซึ่งไฟล์เหล่านี้เองที่กินพื้นที่ตัวเครื่อง ทำให้พื้นที่จัดเก็บตัวเครื่องลดลงโดยไม่จำเป็น และส่งผลต่อการทำงานของตัวเครื่องเช่นเดียวกัน ดังนั้นหากไม่ได้ใช้งานแล้วก็ควรลบออกจากเครื่อง หรือถ่ายโอนไปเก็บไว้บนที่จัดเก็บภายนอกก็ได้</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><img src="//www.jib.co.th/jib_content/images/content/Speed-Up-Android-Phone-01.png" border="" alt="" title="" hspace="" vspace="" width="400" height="830" align=""></span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><strong>3. เคลียร์แคช</strong></span><br /><span style="font-size: medium;">รู้หรือไม่ว่าแอพพลิเคชั่นที่เราใช้งานอยู่นั้นจะมีการเก็บไฟล์แคชเอาไว้ในตัวเครื่อง เพื่อให้การเรียกใช้งานแอพพลิเคชั่นในครั้งต่อไปทำงานได้เร็วขึ้น แต่เมื่อผ่านไปนาน ๆ ก็จะมีปริมาณขนาดไฟล์ที่เพิ่มขึ้นจนบางครั้งขนาดใหญ่เป็น GB ดังนั้นควรจะเคลียร์แคชเหล่านี้ออกไปบ้าง</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">เข้าไปดูขนาดไฟล์แคชได้ที่เมนูการตั้งค่า >> ที่จัดเก็บ >> แตะที่ข้อมูลแคชเพื่อทำการเคลียร์แคช</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><img src="//www.jib.co.th/jib_content/images/content/micoSD-card.jpg" border="" alt="" title="" hspace="" vspace="" width="600" height="400" align=""></span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><strong>4. เลือก microSD card ให้เหมาะกับรุ่นมือถือ</strong></span><br /><span style="font-size: medium;">microSD card เป็นหน่วยความจำแบบแฟลซสำหรับเพิ่มพื่นที่จัดเก็บให้กับมือถือ แต่หากเลือกใช้รุ่นที่ไม่เหมาะกับมือถือก็จะส่งผลต่อการทำงานได้ ทั้งขนาดความจุ และความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูลที่แตกต่างกันนี้เองที่สำคัญในการเลือกใช้</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">มือถือในปัจจุบันจะรองรับ microSD card อย่างน้อยก็ได้ 32GB และสูงสุด 2TB ซึ่งในรายละเอียดข้างกล่องมือถือจะมีบอกไว้อยู่แล้วว่ารองรับได้สูงสุดเท่าไหร่ แล้วเราสามารถใส่ขนาดความจุมากกว่าที่บอกไว้ได้หรือไม่ คำตอบคือได้ แต่อาจส่งผลต่อการทำงานของมือถือ</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><img src="//www.jib.co.th/jib_content/images/content/Capture590606.JPG" border="" alt="" title="" hspace="" vspace="" width="600" height="185" align=""></span></p>
<p><span style="font-size: medium;">หากเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในปัจจุบันก็สามารถใช้ Class 10 ได้แล้ว ด้วยขนาดกล้องที่มีความละเอียดสูงขึ้น จึงเหมาะกับการเก็บภาพ รวมถึงไฟล์วิดีโอที่มีความละเอียดสูง ซึ่ง Class ที่สูงขึ้นก็ย่อมมีราคาที่แพงขึ้นด้วยตามลำดับ</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">นอกจากนี้แล้วยังมี Class 10 และมีเลข 1 หรือเลข 3 ในตัว U ด้วยเรียกว่า UHS-1 หรือ UHS-3 โดยย่อมาจาก Ultra-High Speed Bus มีอัตราความเร็วอ่านเขียนข้อมูลสูงมาก โดย UHS-1 มีความเร็วสูงถึง104MB/s และ 300MB/s ซึ่งเร็วเร็วกว่า Class 10 ธรรมดา เหมาะกับการจัดเก็บไฟล์มีเดียที่มีคุณภาพสูงโดยเฉพาะมือถือเรือธงลำใหม่ที่ต้องการบันทึกวิดีโอ 2K หรือ 4K</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><img src="//www.jib.co.th/jib_content/images/content/Speed-Up-Android-Phone-02.png" border="" alt="" title="" hspace="" vspace="" width="400" height="830" align=""></span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><strong>5. หากทำงานช้าจนทนไม่ไหวแล้ว รีเซ็ตคืนค่าโรงงาน</strong></span><br /><span style="font-size: medium;">หากเครื่องมือถือเกิดทำงานช้าจนทนไม่ไหว เริ่มไม่ตอบสนอง หรือทำงานผิดปกติไปจากเดิม และลองแก้ปัญหาด้วยวิธีต่าง ๆ แล้วก็ยังไม่หาย วิธีสุดท้ายที่จะแก้ปัญหาคือทำการรีเซ็ตเป็นค่าจากโรงงาน (Factory reset) โดยวิธีการนี้ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android ทุกรุ่น แต่อาจแตกต่างกันไปบ้างตามเมนูของแต่ละรุ่น</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ก่อนการทำ Factory reset อย่าลืมสำรองข้อมูลไว้ด้วยนะครับ เพราะข้อมูลบนเครื่องจะหายหมด เหมือนเครื่องที่เพิ่งซื้อมาใหม่ !!!</span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><strong>ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก : <a href="http://www.iphone-droid.net/tips-to-speed-up-your-android-phone/" target="_blank">iPhoneDroid</a></strong></span></p>